การอ่าน คือ การรับรู้ข้อความในการเขียนของตนเองหรือของผู้อื่น รวมถึงการการรับรู้ความหมายจากเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น สัญลักษณ์จราจร
เครื่องหมายที่แสดงบนแผนที่ เป็นต้น | ||||||
การรับรู้ข้อความ เข้าใจเรื่องราว หรือได้รับรสความบันเทิงใจตรงตามจุดประสงค ์ของผู้เขียนเป็นการอ่านที่ดีและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
| ||||||
ชีวิตของแต่ละคนย่อมต้องเกี่ยวข้องผูกพันกับสังคม คือ กลุ่มคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครที่จะอยู่ได้โดยปราศจากสังคมและการอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความสนใจ เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขและพัฒนาไปข้าง หน้าอย่างแท้จริง ดังนั้นการติดต่อสื่อสารจึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงมนุษย์ทุกคน เข้าด้วยกัน สามารถทำทั้งการพบปะสื่อสารกันด้วยการสนทนาและอ่านข้อเขียนของกันและกัน สำหรับสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมใหญ่ที่เจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การติดต่อกันโดยวิธีพบปะสนทนาย่อมเป็นไปได้ในวงจำกัด ดังนั้นการสื่อสารกันโดยการอ่านจึงม ีความสำคัญมาก นอกจากนั้นผู้อ่านจำนวนมากยังต้องการอ่านเพื่อแสวงหาความรู้และความบันเทิง จากหนังสืออีกด้วย | ||||||
|
วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
การอ่านสำคัญอย่างไร
อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ปัญหาที่ท้าทาย
อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ปัญหาที่ท้าทาย
ฟาฏินา วงศ์เลขา
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 ก.ค. 52
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 ก.ค. 52
การจะพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้รายวิชาต่าง
ๆ ทั้งภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ หรืออื่น ๆ
ให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลสูงสุดได้นั้น
ในเบื้องต้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาผู้เรียนให้สามารถอ่านออกเขียนได้เป็นอันดับแรก
เพราะการอ่านออกเขียนได้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียน
หากปล่อยปละละเลยไม่มีการพัฒนาแก้ไขในแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก
ก็คงยากที่จะพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวเดินต่อไปอย่างมีคุณภาพได้
ปัจจุบันเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่หันไปให้ความสนใจกับการดูโทรทัศน์
เล่นเกมอินเทอร์เน็ต เป็นเหตุให้สถิติการอ่านหนังสือลดลงไปทุกที
ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า การอ่านหนังสือของเด็กไทย จากเดิม 52
นาทีต่อวันซึ่งนับว่าน้อยมากอยู่แล้วเมื่อเทียบกับการอ่านของเด็กชาติอื่น
อย่างเช่นญี่ปุ่น สิงคโปร์ ได้ลดลงเหลือเพียง 39 นาทีต่อวัน
ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าห่วงใยยิ่ง หากยังไม่ร่วมกันหาทางแก้ไข
ก็จะส่งผลให้คุณภาพของเด็กไทยลดลงไปเรื่อยๆ
แม้ว่าภาพความสำเร็จของเด็กไทยที่สามารถไปคว้ารางวัลในเวทีแข่งขันระดับโลกมีให้เห็นกันบ่อยครั้ง
แต่นั่นเป็นจำนวนนักเรียนเพียงเล็กน้อยซึ่งมาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในเขตกรุงเทพฯ
หรือเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น
จากรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ร้อยละ 37 มีความสามารถในการอ่านต่ำมาก ซึ่งส่งผลให้การเรียนวิชาอื่น ๆ
อ่อนด้อยตามไปด้วย และจากรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ขั้นพื้นฐาน (O-net) ของนักเรียนส่วนใหญ่ก็พบว่าทำคะแนนได้ต่ำกว่าร้อยละ
50 ในทุกรายวิชา
ส่วนการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยของนักเรียนทุก ระดับ ตั้งแต่ปี 2539
ถึงปัจจุบันก็พบว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 เช่นกัน
ในขณะที่ผู้ประเมินจากการประเมินคุณภาพมาตรฐานสถานศึกษาภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(สมศ.) รอบสอง (พ.ศ. 2549-2551) มีข้อสังเกตว่า
นักเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา มีปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้
โดยพบว่ามีนักเรียนหลายโรงเรียนเขียนคำภาษาไทยผิด การเรียงรูปประโยคไม่ถูกต้อง
ทำให้ข้อความที่เขียนไม่สามารถสื่อความหมายได้
ดร.สมเกียรติ ชอบผล
รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พูดถึงผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ป.3 ในปีการศึกษา 2551 ทั่วประเทศ จำนวน 782,284 คน จาก 31,269 โรงเรียน พบว่า ด้านการเขียน
อยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุง 82,391 คน หรือร้อยละ 10.53 และเขียนไม่ได้ จำนวน 45,477 คน ร้อยละ 5.81 ด้านการอ่าน ต้องปรับปรุง 32,524 คน ร้อยละ 3.52
และอ่านไม่ได้ 32,699 คน ร้อยละ 4.18 รวมถึง พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ กล่าวว่า
นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีทักษะด้านการอ่านไม่เกินระดับ 2 จากทั้งหมด
5 ระดับ
และแน่นอนจากปัญหาการอ่านและการเขียนนี้เองได้ส่งผลให้เกิดปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำอย่างน่าเป็นห่วงอย่างเช่นปัจจุบัน
การจะพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในวิชาต่าง
ๆ ทั้งภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ ฯลฯ นั้น
ก่อนอื่นจำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนให้อ่านออกเขียนได้เป็นอันดับแรก
เนื่องจากมีผลการวิเคราะห์ออกมาว่า เด็กที่อ่อนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีปัญหาอยู่ที่การอ่านโจทย์ไม่เข้าใจ
ดังนั้นการอ่านออกเขียนได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ที่ไม่อาจมองข้ามได้
วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556
Mobile Application คืออะไร
Mobile Application คืออะไร
ในยุคปัจจุบันที่การสื่อสารหรือเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้นทำให้ประชาชนคนทั่วไปเข้าถึง ข้อมูลข่าวสาร และความรู้อย่างง่ายได้ โดยเฉพาะการเข้ามาของสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต ทำให้อยู่ที่ไหนก็สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆที่ต้องการได้ภายในไม่กี่นาที ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้าบริการ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ซึ่งผู้ให้บริการหลายรายนั้นได้นำเอาเทคโนโลยี Mobile Application มาช่วย ให้ลูกค้าที่ค้นหาผ่านหน้าจอมือถือ หรือ แท็บเล็ต ข้อมูลเหล่านั้นได้เจอกับธุรกิจของตนเอง เพื่อเป็นการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการในธุรกิจของตน แล้วไอ้ Mobile Application นั้นมันคืออะไรวันนี้ มีดีครี เอชั่น จะนำคำถามนี้มาตอบกัน
Mobile Application เป็นการพัฒนาโปรแกรม ที่ใช้บนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต จะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งยังสนับสนุน ให้ผู้ใช้โทรศัพท์ได้ใช้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันโทรศัพท์มือ หรือ สมาร์ทโฟน ก็มีหลายระบบปฏิบัติการ ที่พัฒนาออกมาให้ผู้บริโภคใช้ ส่วนที่มีคนใช้และเป็นที่นิยมมากก็คือ ios และ android จึงทำให้เกิดการเขียนหรือพัฒนา Application ลงบนสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก อย่าเช่น แผนที่, เกมส์, โปรแกรมคุยต่างๆ และหลายธุรกิจก็เข้าไปเน้นในการพัฒนา Mobile Application เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น สำหรับใครที่ใช้มือถือสมาร์ทโฟนจะทราบและใช้งานเป็นอย่างดีใน Application ที่ติดมากับโทรศัพท์ อย่างแอพพลิเคชั่นเกมส์ชื่อดังที่ชื่อว่า angry birds ถ้าใครไม่รู้จักคงเชยแน่ เพราะทุกๆเครื่องที่รองรับ Mobile Application ต้องมีอย่างแน่นอน หรือ application facebook ที่สามารถแชร์เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึก สถานที่ รูปภาพ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นได้โดยตรงไม่ต้องเข้าเว็บบราวเซอร์ไปล็อคอินเลย
แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เบื้องต้น ที่พูดถึงนั้นน่าจะทำให้เพื่อนๆ พอเข้าใจและมองภาพออก ว่า Mobile Application มันคืออะไร และทำอะไรได้บ้าง เพราะนอกจากทั้ง 2 ตัว ก็ยังมีแอพพลิเคชั่นอื่นๆอีกเพียบ มีทั้งเสียค่าใช้จ่าย และแบบฟรีให้เพื่อนได้ลองดาวโหลดไปใช้ ถ้ายังไม่เข้าใจหรืออยากจะพัฒนา Mobile Application ที่เป็นแบบสไตล์ ของตัวเอง นั้นลองปรึกษาทางเว็บไซต์ มีดีครี เอชั่น เรามีทีมพัฒนาที่พร้อมจะให้คำตอบที่คุณสงสัยอย่างหมดเปลือก
วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
Six Action Shoes กลยุทธ์รองเท้า 6 สี
กลยุทธ์รองเท้า 6 สี หรือ Six Action Shoes
1. รองเท้าสีน้ำเงิน (ทำไปตามกฎเกณฑ์ และขั้นตอน)
2. รองเท้าสีเทา (สำรวจหาข้อมูล เพื่อตัดสินใจก่อน) บ างครั้งไม่แน่ใจก็ค้นหาข้อมูลก่อน เช่นคนทำวิจัยก็ดูงานของคนอื่นมากก่อน
3. รองเท้าสีน้ำตาล (ทำเลย ลุยเลย เสี่ยงไปก่อน แต่ยืดหยุ่น) อันนี้คล้ายๆผู้ประกอบการ
4. รองเท้าสีส้ม (คล้ายๆนักผจญเพลิง เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า)
5. รองเท้าสีชมพู (ต้องให้การเอาใจใส่ ดูแล สนใจความรู้สึกก่อน)
6. รองเท้าสีม่วง (ใช้อำนาจตามตำแหน่ง หรือสายบังคับบัญชา หรือภาวะผู้นำแบบทางการ)
The Six Value Medals "เหรียญแห่งคุณค่าทั้งหกรูปแบบ"
กรอบแนวคิดของเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน "เหรียญแห่งคุณค่าทั้งหกรูปแบบ" ซึ่งมีกรอบแนวคิดนี้ประกอบด้วยปัจจัย 6 ประการ ได้แก่ เหรียญทองคำ เป็นคูณค่าที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ เหรียญเงิน เป็น คุณค่าที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เหรียญโลหะ เป็นคุณค่าในเชิงคุณภาพ เหรียญแก้ว เป้นคุณค่าในแง่ความคิดสร้างสรรค์ เหรียญไม้ เป็นคุณค่าในเชิงผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา เหรียญทองเหลืองเป็นคุณค่าในแง่การรับรู้ เมื่อเราตัดสินใจโดยพิจารณาผลกระทบในแง่ต่างๆ ตามกรอบความคิดนี้ทีละด้าน จะทำความคิดเรามีระบบ รอบคอบ ให้ความสำคัญกับทุกด้าน ทำให้การตัดสินใจของเราก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
แอพ (App) คืออะไร ต่างจากโปรแกรมอย่างไร?
จริงๆ แล้ว คำว่าแอพนั้น เป็นคำเรียกย่อๆ ที่มีคำเต็มๆ มาจากคำว่า แอพพลิเคชั่น (Application) ซึ่งความหมายถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ “โปรแกรมประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานบนมือถือหรือแทบเล็ตครับ” โดยแอพนั้น เราจะเห็นได้ในมือถือหรือแทบเล็ตที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android และ iOS ครับ
แล้ว “แอพ” กับ “โปรแกรม” ต่างกันอย่างไร?
แม้จุดประสงค์ของ แอพ กับ โปรแกรม นั้น จะถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองการใช้งานในรูปแบบต่างๆ บนแต่ละอุปกรณ์ แต่แอพและโปรแกรมก็มีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้านดังนี้ครับ1. ในส่วนของการติดตั้ง
ในอดีต เรามักจะคุ้นเคยกับการดาวน์โหลดโปรแกรม โดยอาจจะโหลดผ่านอินเทอร์เน็ตหรือติดตั้งผ่านแผ่นซีดี แต่การติดตั้ง App นั้นสามารถทำได้ง่ายดายกว่านั้นครับ- หากคุณเป็นผู้ใช้งานมือถืออย่าง iPhone หรือแทบเล็ต iPad คุณสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งแอพต่างๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านทาง Appstore
- ส่วนผู้ใช้งานมือถือหรือแทบเล็ตที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android คุณสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งแอพต่างๆ ผ่านทาง Google Play Store
2. ในส่วนของการใช้งาน
เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในมือถือหรือแทบเล็ตนั้นมีความสามารถด้อยกว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ้ค เนื่องจากต้องถูกจำกัดด้วยขนาด หรือการประหยัดพลังงาน หากใช้โปรแกรมที่มีความซับซ้อนหรือใช้ทรัพยากรเครื่องสูงอย่างคอมพิวเตอร์ปกติแล้ว อาจจะทำให้มือถือหรือแทบเล็ตนั้นค้าง หรือไม่สามารถทำงานได้เลย หากทำงานได้ก็จะช้ามากหรือใช้แบตเตอรี่มากเกินไปครับทำให้แอพถูกเขียนขึ้นมามีความไม่ซับซ้อนมาก ใช้งานง่าย และตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้ใช้งานเฉพาะด้านครับ และแอพจะถูกสร้างมาเฉพาะกับระบบปฎิบัติการบนมือถือหรือแทบเล็ตนั้นๆ เช่น Android หรือ iOS ครับดังนั้น เราจึงไม่สามารถเอาโปรแกรมที่ใช้บนคอมพิวเตอร์มาใช้งานบนแอพได้ครับ และกลับกัน แอพก็ไม่สามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์ได้ (เว้นแต่โปรแกรมบางตัวที่่สามารถจำลองระบบปฎิบัติการบนมือถือได้ครับ)
3. ในส่วนของค่าใช้จ่าย
ไม่ว่าจะเป็นทั้งแอพและโปรแกรม ก็จะเหมือนกันในส่วนของค่าใช้จ่าย มีทั้งแบบฟรี และแบบเสียเงิน แต่ที่แตกต่างกันในส่่วนนี้ก็คือ ราคาของแอพนั้น ส่วนมากจะมีราคาถูกกว่าโปรแกรมหลายเท่า เนื่องจากแอพถูกสร้างขึ้นมากเพื่อการใช้งานที่ไม่ซับซ้อนเกินไป การพัฒนาของผู้ผลิตนั้นสามารถทำได้ง่ายกว่า ทำให้ราคานั้นถูกกว่าครับ4. ในส่วนของการอัพเดทเป็นเวอร์ชั่นใหม่
แอพส่วนใหญ่นั้นเมื่อมีการอัพเดทเวอร์ชั่น จะมีความถี่มากกว่าการอัพเดทโปรแกรม โดยส่วนมากการอัพเดทของแอพนั้นมักจะทำเพื่อปรับปรุงข้อผิดพลาด หรือเพิ่มเติมหรือแก้ไขจากเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ แต่โปรแกรมส่วนใหญ่มักจะเป็นการอัพเดทถี่น้อยกว่า แต่เวอร์ชั่นใหม่จะมีความแตกต่างจากเดิมมาก (บางโปรแกรมอาจจะข้ามไปอีกรุ่นเลยครับ เช่นโปรแกรมจัดการเอกสาร Microsoft Office ที่เปลี่ยนจาก 97 > XP > 2003 > 2010 และที่สำคัญ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วยครับ)อ้างอิง : http://www.manacomputers.com/what-is-app-how-different-software/
วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
“Six Thinking Hats” คืออะไร
“Six Thinking Hats” การคิดแบบหมวก 6 ใบ
Posted by: knowledge centre in การจัดการความรู้, จุดประกายคิด, ทรัพยากรบุคคล
ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบ โน เป็นปรมาจารย์ทางด้านการคิดชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลก เขาได้ศึกษาและคิดค้นวิธีคิด (Thinking Method) เพื่อช่วยให้มนุษย์มีการคิดที่มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ และครอบคลุม รอบด้านยิ่งขึ้น
เขามีความ สนใจเรื่องการทำงานของสมอง และใช้เวลาค้นคว้าในเรื่องทักษะการคิดมาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี โดย เดอ โบ โน ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดในรูปแบบเดิม ที่คนเรามักนิยมทำกันเมื่อถกเถียงหรืออธิบายหาเหตุผล (นั่นคือเอาข้อเท็จจริง อารมณ์ หรือเหตุผลส่วนตัว มาปะปนกันในการถกเถียงเพื่อหวังเป็นผู้ชนะ)
เดอ โบ โน เชื่อว่าวิธีการคิด การหาเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเป็นวิธีที่ผิดและเสียเวลา ดังนั้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 1970 เขาจึงเสนอวิธีคิดแบบ Six Thinking Hats หรือ การคิดแบบหมวก 6 ใบ ขึ้น โดยแยกกรอบความคิดออกเป็นด้านๆ อย่างชัดเจน จากนั้นจึงวิเคราะห์หา เหตุผลภายในกรอบความคิดนั้นๆ อันจะช่วยพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ครอบคลุม และมีคุณภาพมากขึ้น แทนที่จะคิดทุกด้านในเวลาเดียวกัน ซึ่งมักก่อให้เกิดความสับสน
หมวกแห่งความคิด 6 ใบ หรือการคิด 6 ด้าน ประกอบด้วย
• หมวกสีขาว หมายถึงข้อมูลข่าวสาร
• หมวกสีแดง หมายถึงอารมณ์ความรู้สึก
• หมวกสีดำ หมายถึงการตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัย
• หมวกสีเหลือง หมายถึงการมองในแง่ดีเต็มไปด้วยความหวัง
• หมวกสีเขียว หมายถึงการ คิดอย่างสร้างสรรค์
• หมวกสีฟ้า หมายถึงการสามารถควบคุมความคิดทั้งหมดให้มองเห็นภาพรวมของการคิด
อ้างอิง http://www.tistr.or.th/tistrblog/?
Posted by: knowledge centre in การจัดการความรู้, จุดประกายคิด, ทรัพยากรบุคคล
ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบ โน เป็นปรมาจารย์ทางด้านการคิดชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลก เขาได้ศึกษาและคิดค้นวิธีคิด (Thinking Method) เพื่อช่วยให้มนุษย์มีการคิดที่มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ และครอบคลุม รอบด้านยิ่งขึ้น
เขามีความ สนใจเรื่องการทำงานของสมอง และใช้เวลาค้นคว้าในเรื่องทักษะการคิดมาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี โดย เดอ โบ โน ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดในรูปแบบเดิม ที่คนเรามักนิยมทำกันเมื่อถกเถียงหรืออธิบายหาเหตุผล (นั่นคือเอาข้อเท็จจริง อารมณ์ หรือเหตุผลส่วนตัว มาปะปนกันในการถกเถียงเพื่อหวังเป็นผู้ชนะ)
เดอ โบ โน เชื่อว่าวิธีการคิด การหาเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเป็นวิธีที่ผิดและเสียเวลา ดังนั้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 1970 เขาจึงเสนอวิธีคิดแบบ Six Thinking Hats หรือ การคิดแบบหมวก 6 ใบ ขึ้น โดยแยกกรอบความคิดออกเป็นด้านๆ อย่างชัดเจน จากนั้นจึงวิเคราะห์หา เหตุผลภายในกรอบความคิดนั้นๆ อันจะช่วยพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ครอบคลุม และมีคุณภาพมากขึ้น แทนที่จะคิดทุกด้านในเวลาเดียวกัน ซึ่งมักก่อให้เกิดความสับสน
หมวกแห่งความคิด 6 ใบ หรือการคิด 6 ด้าน ประกอบด้วย
• หมวกสีขาว หมายถึงข้อมูลข่าวสาร
• หมวกสีแดง หมายถึงอารมณ์ความรู้สึก
• หมวกสีดำ หมายถึงการตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัย
• หมวกสีเหลือง หมายถึงการมองในแง่ดีเต็มไปด้วยความหวัง
• หมวกสีเขียว หมายถึงการ คิดอย่างสร้างสรรค์
• หมวกสีฟ้า หมายถึงการสามารถควบคุมความคิดทั้งหมดให้มองเห็นภาพรวมของการคิด
อ้างอิง http://www.tistr.or.th/tistrblog/?
วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556
การสร้างความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานควรทำอย่างไร
เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ควรเริ่มต้นจากการมีทัศนคติเชิงบวก ดังนี้
1. เชื่อว่าปัญหาทุกเรื่องสามารถแก้ไขได้
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ควรเป็นบุคคลที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อปัญหา หรือ อุปสรรคที่พบ สามารถรับรู้
ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมแก้ไขได้ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง เพียงแต่ต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจทุ่มเทลงไป และต้องจัดลำดับความสำคัญ
ให้ถูกต้อง
2.กล้ายอมรับการตัดสินใจของทีม
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่สามารถยอมรับความคิดเห็นและการตัดสินใจของผู้อื่น
รวมทั้งสามารถยอมรับการวิจารณ์จากเพื่อนร่วมทีมได้ แม้ว่าความคิดของตนเองจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ก็ตาม
3.ความสงสัยใคร่รู้
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีความสงสัย ความต้องการที่จะรู้เรื่องต่าง ๆ เช่น อยากรู้ว่า
ปัญหาเกิดจากอะไร วิธีแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร ความจริงคืออะไร ทำไมถึงต้องเป็นเช่นนั้น ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่ลองวิธีนี้ แค่นี้
ก็สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้แล้ว
4.ชอบความท้าทาย
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่ชอบความท้าทาย ชอบที่จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ เพราะคิด
ว่าอุปสรรคเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย ต้องพยายามหาทางเอาชนะให้ได้
การที่บุคคลสามารถลดทัศนคติเชิงลบ และเพิ่มทัศนคติในเชิงบวกได้แล้ว จะทำให้กลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีคนหนึ่งเลย
ทีเดียว แม้ว่าแนวความคิดที่นำเสนอหลายครั้งอาจแปลกประหลาด หรืออาจถูกถูกหัวเราะเยาะ แต่หลาย ๆ ความคิดประหลาดนั้นอาจนำไปสู่
ความคิดที่ได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติได้จริง หลายครั้งที่ความคิดใหม่ ๆ สามารถนำมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่การประสบ
ความสำเร็จในหน้าที่การงานได้
เอกสารอ้างอิง
...........................................................................................................................
http://www.baanjomyut.com/library/creative_thinking/index.html
https://sites.google.com/site/krunoinetwork/khwam-khid-srangsrrkh-kab-kar-reiyn-ru
http://www.creativitycenter.co.th/about.html
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ควรเริ่มต้นจากการมีทัศนคติเชิงบวก ดังนี้
1. เชื่อว่าปัญหาทุกเรื่องสามารถแก้ไขได้
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ควรเป็นบุคคลที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อปัญหา หรือ อุปสรรคที่พบ สามารถรับรู้
ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมแก้ไขได้ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง เพียงแต่ต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจทุ่มเทลงไป และต้องจัดลำดับความสำคัญ
ให้ถูกต้อง
2.กล้ายอมรับการตัดสินใจของทีม
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่สามารถยอมรับความคิดเห็นและการตัดสินใจของผู้อื่น
รวมทั้งสามารถยอมรับการวิจารณ์จากเพื่อนร่วมทีมได้ แม้ว่าความคิดของตนเองจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ก็ตาม
3.ความสงสัยใคร่รู้
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีความสงสัย ความต้องการที่จะรู้เรื่องต่าง ๆ เช่น อยากรู้ว่า
ปัญหาเกิดจากอะไร วิธีแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร ความจริงคืออะไร ทำไมถึงต้องเป็นเช่นนั้น ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่ลองวิธีนี้ แค่นี้
ก็สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้แล้ว
4.ชอบความท้าทาย
บุคคลที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่ชอบความท้าทาย ชอบที่จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ เพราะคิด
ว่าอุปสรรคเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย ต้องพยายามหาทางเอาชนะให้ได้
การที่บุคคลสามารถลดทัศนคติเชิงลบ และเพิ่มทัศนคติในเชิงบวกได้แล้ว จะทำให้กลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีคนหนึ่งเลย
ทีเดียว แม้ว่าแนวความคิดที่นำเสนอหลายครั้งอาจแปลกประหลาด หรืออาจถูกถูกหัวเราะเยาะ แต่หลาย ๆ ความคิดประหลาดนั้นอาจนำไปสู่
ความคิดที่ได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติได้จริง หลายครั้งที่ความคิดใหม่ ๆ สามารถนำมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่การประสบ
ความสำเร็จในหน้าที่การงานได้
เอกสารอ้างอิง
...........................................................................................................................
http://www.baanjomyut.com/library/creative_thinking/index.html
https://sites.google.com/site/krunoinetwork/khwam-khid-srangsrrkh-kab-kar-reiyn-ru
http://www.creativitycenter.co.th/about.html
วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ทำอย่างไรจึงจะมีความคิดสร้างสรรค์
เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
1. เทคนิคความกล้าที่จะริเริ่ม จากการวิจัยพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ต่ำ
สามารถปลูกฝังและส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นได้ ด้วยการถามคำถาม
และให้โอกาสได้คิดคำตอบในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น
สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้
แม้บุคคลที่มีความคิดว่าตนเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์ก็สามารถสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นด้วยการฝึกฝน
2. เทคนิคการสร้างความคิดใหม่ เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้การแก้ไขปัญหา สมิท
(Smith,
1958) ได้เสนอวิธีการสร้างความคิดใหม่
โดยการให้บุคคลแจกแจงแนวทางที่สามารถใช้ในการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งมา 10 แนวทาง
จากนั้นจึงแบ่งแนวทางเหล่านั้นออกเป็นแนวทางย่อยๆ ลงไปอีก
โดยเหตุผลที่ว่าบุคคลมักจะปฏิเสธไม่ยอมรับความคิดแรกหรือสิ่งแรกผ่านเข้ามาในจิตใจ
แต่จะพยายามบังคับให้จิตใจแสดงทางเลือกอื่นๆ อีก หลักการของสมิธ
มีลักษณะเป็นผสมผสานหรือการคัดเลือกคำตอบ หรือทางเลือกต่างๆ
แล้วสร้างขึ้นเป็นคำตอบหรือทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา
3. เทคนิคการระดมพลังสมอง
เป็นเทคนิควิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาของออสบอร์น (Alex Osborn)
จุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้บุคคลมีความคิดหลายทาง
คิดได้คล่องในช่วงเวลาจำกัด โดยการให้บุคคลเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้
จดรายการความคิดต่างๆ ที่คิดได้โดยๆ ไม่คำนึงถึงการประเมินความคิด
แต่เน้นปริมาณความคิด คิดให้ได้มาก คิดให้แปลง หลังจากได้รวบรวมความคิดต่างๆ แล้ว
จึงค่อยประเมินเลือกเอาความคิดที่ดีที่สุดมาใช้ในการแก้ปัญหาและจัดลำดับทางเลือกหรือทางแก้ปัญหารองๆไว้ด้วย
อะไรคือความคิดสร้างสรรค์
ความหมายของความคิดสร้างสรรค์
ทอร์แรนซ์ กล่าวว่า
“ความคิดสร้างสรรค์
หมายถึง กระบวนการที่บุคคลไวต่อปัญหา ข้อบกพร่อง ช่องว่างในด้านความรู้
สิ่งที่ขาดหายไป หรือสิ่งที่ไม่ประสานกันและไวต่อการแยกแยะ สิ่งต่างๆ
ไวต่อการค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหา ไวต่อการเดาหรือการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับข้อบกพร่อง
ทดสอบและทดสอบอีกครั้งเกี่ยวกับสมมติฐาน
จนในที่สุดสามารถนำเอาผลที่ได้ไปแสดงให้ปรากฎแก่ผู้อื่นได้”
กิลฟอร์ด กล่าวว่า
“ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมองในการคิดหลายทิศทาง
ซึ่งมีองค์ประกอบความสามารถในการริเริ่ม ความคล่องในการคิด ความยืดหยุ่นในการคิด
และความสามารถในการแต่งเติมและให้คำอธิบายใหม่ที่เป็นการติดตามหลักเหตุผลเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียง
แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์คือความคิดริเริ่ม นอกจากนี้
กิลฟอร์ดเชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่พรสวรรค์ที่บุคคลมี
แต่เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวบุคคลซึ่งมีมากน้อยไม่เท่ากัน
และบุคคลแสดงออกมาในระดับต่างกัน”
นอกจากนี้ กิลฟอร์ด
(Guilford, 1959 : 145
– 151, อ้างจาก กรรณิการ์ สุขุม
,
2533
ได้ศึกษาลักษณะพื้นฐานของผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมาทั้งหมด 5 ประการ
ดังนี้
1. ความรู้สึกไวต่อปัญหา
หมายถึง บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความสามารถในการจดจำปัญหาต่างๆ
รวมทั้งความสามารถในการเข้าถึงหรือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เข้าใจผิด
สิ่งที่ขาดข้อเท็จจริง สิ่งที่เป็นมโนทัศน์ที่ผิดหรืออุปสรรคต่างๆ ที่ยังมืดมนอยู่
ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ความรู้สึกไวต่อปัญหาของบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
เพราะบุคคลจะไม่สามารถแก้ปัญหาจนกว่าเขาจะได้รู้ว่าปัญหานั้นคืออะไร
หรืออย่างน้อยเขาจะต้องรู้ว่าเขากำลังประสบปัญหาอยู่
2. ความคล่องในการคิด
หมายถึง
บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความสามารถในการผลิตแนวความคิดจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว
แล้วเลือกแนวความคิดที่ดีที่สุดมาใช้แก้ปัญหา
สิ่งที่แสดงลักษณะพิเศษของความคล่องในการคิด
นอกจากการผลิตแนวความคิดที่มากมายและรวดเร็วแล้ว
แนวความคิดที่ผลิตขึ้นมาใหม่นั้นควรจะเป็นแนวความคิดที่แปลงใหม่
และดีกว่าแนวความคิดที่อยู่ในปัจจุบัน นอกจากนั้น
บุคคลที่ได้ชื่อว่ามีความคล่องในการคิด
จะต้องมีความสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางในการคิดได้เป็นอย่างดี
3. ความคิดริเริ่ม หมายถึง
บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความสามารถในการค้นหาแนวทางใหม่ๆ หรือวิธีการแปลงๆ
แตกต่างกันออกไปมาใช้ในการแก้ปัญหา
ความคิดริเริ่มเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในวงการธุรกิจ
ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องแสวงหาแนวทางใหม่ๆ มาแก้ปัญหาที่เปลี่ยนแปรไป
นอกจากจะต้องแสวงหาแนวทางใหม่ๆ แล้ว ยังจำเป็นจะต้องปรับปรุงแนวทางใหม่ๆ
เหล่านี้มาช่วยแก้ไขปัญหาที่คิดขึ้นในสภาพการณ์ใหม่ๆ ดังนั้น
นักบริหารจำเป็นจะต้องสร้าง “ความคิดริเริ่ม” ให้เกิดขึ้น
ที่กล่าวว่าความคิดริเริ่มเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักบริหารในวงการธุรกิจ
ก็เนื่องมาจากว่าการประกอบธุรกิจนั้นมีการแข่งขั้นกันมาก
โดยเฉพาะในด้านการผลิตสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาด ให้มีความแปลงกใหม่ คุณภาพดี
และราคาถูก ซึ่งความคิดริเริ่มจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้มาก
4. ความยืดหยุ่นในการคิด
หมายถึง บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความสามารถในการหาวิธีการหลายๆ
วิธีมาแก้ไขปัญหา แทนที่จะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงวิธีเดียว
บุคคลที่มีความยืดหยุ่นในการคิดจะจดจำวิธีแก้ปัญหาที่เคยใช้ไม่ได้ผลทั้งนี้
เพื่อที่จะไม่นำมาใช้ซ้ำอีก แล้วพยายามเลือกหาวิธีการใหม่ที่คิดว่าแก้ปัญหาได้มาแทน
ซึ่งความยืดหยุ่นในการคิดจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความคล่องในการคิดนั่นคือ
ความยืดหยุ่นในการคิดและความคล่องในการคิดจะเป็นความสามารถของบุคคลในการหาวิธีการคิดหลายๆ
วิธีเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา เป็นความจริงที่ว่า
บุคคลสร้างแนวความคิดหรือวิธีการแก้ไขปัญหาได้ 20 – 30 วิธี
เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาซึ่งจะได้ผลดีกว่าบุคคลที่หาวิธีการแก้ไขปัญหาเพียง
2 – 3
วิธีและใช้ไม่ได้ผล ดังนั้น
ถ้าบุคคลจะพัฒนาหรือปรับปรุงความยืดหยุ่นในการคิด
ก็จะกระทำได้โดยการพยายามหาวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ วิธีและวิเคราะห์ปัญหาในหลายมุมมอง
ซึ่งจะช่วยให้เขาพัฒนาความยืดหยุ่นทางการคิดได้เป็นอย่างดี
5. แรงจูงใจ หมายถึง
บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมักมีแรงจูงใจสูง
เพราะแรงจูงใจเป็นลักษณะสำคัญของบุคคลในการที่จะแสงตนว่าเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์
แรงจูงใจนี้สามารถทำให้บุคคลกล่าวแสดงความพิเศษที่ไม่เหมือนใครออกมาอย่างเต็มที่
หรืออาจจะมากกว่าคนอื่นๆ บุคคลที่มีแรงจูงใจสูงนี้
จะให้ความสนใจในการหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยความกระตือรือล้นและสิ่งที่ผลักดันให้เกิดความกระตือรือล้น
ก็คือ แรงจูงใจ เนื่องจากแรงจูงใจเป็นสิ่งที่สำคัญของการตระเตรียมปัญหา
เราพบว่าความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับแรงจูงใจ เทยเลอร์และฮอล์แลนด์
ชี้ให้เห็นว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มักจะมีแรงจูงใจสูงในการที่จะทำให้ผลผลิตดีขึ้นด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556
อะไรคือนวัตกรรม
นวัตกรรมคือ สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์ อาจเป็นแนวคิดหรือความรู้ ที่ เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ นวัตดกรรมต้องสามารถช่วยแก้ปัญหา หรือ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น พัฒนาขึ้น
วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ประวัติส่วนตัว
นางมนชนก ยะโส
ปัจจุบันรับราชการครู วิทยฐานะชำนาญการ
สถานที่ทำงาน โรงเรียนบ้านคอกช้าง ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
ประวัติการทำงาน รับราชการโรงเรียนบ้านคอกช้าง ตั้งแต่ พศ. 2537 - ปัจจุบัน
ประวัติการศึกษา
ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสตรีทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
ปริญญาตรี วิชาการเอกการประถมศึกษา วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช
ปัจจุบัน กำลังศึกษาปริญญาโท วิชาเอกการจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
ที่อยู่ 170 ถ.ประชาอุทิศ ต.ปากแพรก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
เบอร์โทร 0892013380
email twopig@hotmail.com twopig1928@gmail.com
Facebook มนชนก ยะโส
Go To know
http://www.gotoknow.org/blog/manachanok
bloger
http://manachanok003.blogspot.com
ปัจจุบันรับราชการครู วิทยฐานะชำนาญการ
สถานที่ทำงาน โรงเรียนบ้านคอกช้าง ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
ประวัติการทำงาน รับราชการโรงเรียนบ้านคอกช้าง ตั้งแต่ พศ. 2537 - ปัจจุบัน
ประวัติการศึกษา
ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสตรีทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
ปริญญาตรี วิชาการเอกการประถมศึกษา วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช
ปัจจุบัน กำลังศึกษาปริญญาโท วิชาเอกการจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
ที่อยู่ 170 ถ.ประชาอุทิศ ต.ปากแพรก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
เบอร์โทร 0892013380
email twopig@hotmail.com twopig1928@gmail.com
Facebook มนชนก ยะโส
Go To know
http://www.gotoknow.org/blog/manachanok
bloger
http://manachanok003.blogspot.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





